มันเป็นบ่ายของวันธรรมดาที่คนพลุกพล่าน ผมอึดอัดกับชีวิตของผมเต็มทน และเหมือนเคย ผมกลับไปนั่งบนรถที่จอดไว้ใต้ต้นไม้ Start เครื่อง เปิดแอร์ แล้วเริ่มเปิดลิ้นชักบนรถออกมา Diary และ ปากกา คู่ใจของผม ยังคงวางอยู่ที่เดิม และผมก็ทำเหมือนทุกครั้ง
เปิดมันออกมา พร้อมกับเขียนชื่อตอนใหม่สำหรับวันนี้ว่า " R U OK??" ในทันทีที่ผมเริ่มเขียนตอนใหม่ มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับ ผมได้เข้าไปอยู่ในโลกของผมที่ไม่มีใครเข้ามายุ่งด้วย ซึ่งก็ทำให้ผมผ่อนคลายความเครียด ณ ช่วงเวลานั้นๆได้เป็นอย่างดี
--------------------------------------------------------
ตั้งแต่ผมได้ใส่ชุดนิสิต ผมก็รู้ทันทีว่า ชีวิตผมคงต่างไปจากเดิมอย่างแน่นอนเพราะนอกจากจะต้องเข้าเรียนตามตารางเรียนแล้ว เวลาอ่านหนังสือสำหรับเตรียมสอบของมหา'ลัย คงต้องรบกวน "การไล่ตามความฝัน " ของผม อย่างแน่นอน
แต่ด้วยความเป็นชีวิตในคราบนิสิตนักศึกษาแล้ว ความเป็นอิสระย่อมมีมากกว่าตอนมัธยม
จึงทำให้ช่วงหลังๆ ผมเริ่มปรับตัว และใช้ชีวิตตามแบบของผมได้อย่างปกติ
ชีวิตของผมคงไม่เหมือนนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ทั่วๆไป ที่เป็น Freshy คนเหล่านี้มีความสดใสกระตือรือร้น และไปเที่ยวกะเพื่อนใหม่ที่เพิ่งจะได้รู้จักกัน ผมได้เรียนในคณะที่ผมเคยพูดกับตัวเองไว้ว่า "ที่นี่ , คณะนี้ จะเป็นที่สุดท้ายที่เลือกเรียน " เพื่อนๆในคณะผม ต่างเข้าร่วมกิจกรรมด้วยความสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็น กีฬา Freshy , กิจกรรมรับน้อง หรือแม้กระทั่งกิจกรรมของคณะ ซึ่งมีมาไม่เว้นแต่ละวัน มันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมต้องถามตัวเองอยู่เสมอว่า
"ทำไมคนพวกนี้ถึงได้มีความสุขกับมัน?" แน่นอนว่า ผมคงจะตอบตัวเองด้วยเหตุผลที่แสนจะง่ายว่า "ที่นี่คือสิ่งที่พวกเขาต้องการจะอยู่ " ต่างกันโดยสิ้นเชิง ผมก็ได้แต่ให้กำลังใจตัวเองว่า "เรามันมีความฝันต่างกับคนอื่นนี่ "
เพื่อนใหม่ที่ผมคุยด้วย ต่างผ่านมา และผ่านไป ผมไม่ได้สนิทกับใครเป็นพิเศษ หรือแม้กระทั่งกลุ่มเพื่อนจากโรงเรียนมัธยมหน้าเดิมๆที่มาพร้อมกัน ผมก็ไม่ค่อยจะสนใจพวกเขาเหล่านั้นเท่าไหร่นัก บางทีผมก็รู้สึกว่า " อยู่คนเดียวก็ดี " แต่ในบางอารมณ์ก็ยังคงย้ำกับตัวเองเสมอว่า " จะอยู่อย่างนี้ไปได้อีกนานสักแค่ไหน "
กิจกรรมของเพื่อนผมก็ไม่มีอะไรมาก บ้างก็ เล่นเกม บ้างก็ไปเที่ยว บ้างก็ไปกิน แต่ชีวิตผม หลังจากช่วงเวลาเรียนแล้ว ก็จะใช้ชีวิตอยู่ในห้องสมุดของมหา'ลัย เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอเพื่อนร่วมคณะที่นี่บ่อยๆ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่า มีคนที่มีแนวคิดแบบเดียวกับเราอยู่ด้วยเลยแม้แต่น้อย
ถึงแม้บางกิจกรรมที่ผมเข้าร่วม จะทำให้ผมรู้สึกดีกับมันบ้าง แต่จิตใจของผมก็คอยเตือนอยู่เสมอว่า "จงอย่าสนุกกับมัน " ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องคิดอย่างนั้น บางที อาจจะเป็นผลจากที่ผมค่อนข้างจริงจังกับการ "ไล่ตามความฝัน " ของผมก็เป็นได้ ผมจึงมีคำตอบให้กับตัวเองว่า "เราทำไปตามหน้าที่ " มันเป็นคำตอบที่ดูเฉยชาเสียเหลือเกิน สำหรับ
คนที่คิดว่า "การทำกิจกรรม คือ รสชาติหนึ่งของชีวิต"
คุณเคยคิดมั๊ยว่า ถ้าคนๆนึงจะใช้ชีวิตในมหา'ลัยโดย ไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคม ไม่มีกิจกรรม ผมคงตอบคุณด้วยประสบการณ์อันน้อยนิดของผมว่า "คงไม่ได้แน่ " แต่สิ่งที่ผมได้เล่าไปทั้งหมดนั้น มันก็ยังคงย้ำเตือนผมเสมอว่า " เป้าหมายที่แท้จริงในชีวิตของผมคืออะไร " เมื่อผมนึกถึงคำตอบแล้ว คำถามใหม่ก็เกิดขึ้นในหัวผมอีกว่า "แล้วสิ่งที่คุณทำ คุณคิดดีแล้วหรือ" เหมือน เพลงๆหนึ่งของวง Yesterday Metal Kids ชื่อเพลง "ปลายฟ้าที่เดียวดาย "
" ฉันยังคงไล่ตาม ความฝันในใจ วันที่ความสวยงาม เป็นจริงอย่างที่ฉันฝันใฝ่
ปลายทางแห่งความฝัน ห่างไกล...เหลือเกิน
ยังคงต้องก้าวผ่าน ทั้งเลือดและน้ำตา ยอมสูญเสียทุกๆอย่าง เพื่อแลกมันมา
ไปยืนอยู่ตรงนั้น... ปลายฟ้า
มีเพียงคำถามในใจข้อหนึ่ง ปลายทางความฝันจะมีความหมายอะไร ถ้าถึงวันนั้นไม่มีใครซักคน มีเพียงปลายฟ้าที่เดียวดาย คงไม่มีความหมาย ถ้าฉันต้องยืนเพียงลำพัง "
--------------------------------------------------------
หลังจากผมฮัมเพลงไปได้ 2-3 รอบแล้ว ผมก็วาง Diary เล่มโปรดของผมพร้อมกับปากกาดำที่หมึกใกล้จะหมดเต็มทีกลับคืนที่เดิมพร้อมกับพูดเบาๆว่า "เราคงไม่ได้เปิดมันอีกนาน " แล้วผมก็ก้าวเดินออกไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่รอผมอยู่ ถึงแม้ว่า ผมจะเจ็บปวด หรือ มีความสุข อย่างไร ผมคงต้องอดทน และต่อสู้กับมัน เพื่อให้ถึงจุดหมายที่ผมตั้งใจเอาไว้อย่าง "เด็ดเดี่ยว " แต่ไม่ "โดดเดี่ยว "
เอวัง
ปล. ไม่มีรูปประกอบเลยอ่ะ เซ็ง.....
edit @ 2005/06/21 22:04:42